วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

กษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรไทลื้อ

เจ้าหม่อมคำลือ


“เจ้าหม่อมคำลือ” ในวัยหนุ่มน้อย ซึ่งถือเป็น “กษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรไทลื้อ” 
แคว้นปกครองชนชาติตนเองไทสิบสองปันนา
'เจ้าหม่อมคำลือ' วันวาน..ถึงวันนี้..ที่ 'คุนหมิง' ระหว่าง วันที่ 29 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน 2552
ที่ผ่านมาทางกระทรวงการต่างประเทศของไทยได้อัญเชิญ “กฐินพระราชทาน” 
ไปทอดถวาย ณ วัดราชฐานเมืองลวง แคว้นปกครองชนชาติตนเองไทสิบสองปันนา 
มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน 
ซึ่งทีม “วิถีชีวิต” มีโอกาสร่วมคณะไปด้วย ซึ่ง ทริปนี้นอกจากพิธีทางพุทธศาสนาแล้ว 

อีก 1 กิจกรรมที่น่าสนใจคือ การเข้าเฝ้า “เจ้าหม่อมคำลือ” ซึ่งถือเป็น 
“กษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรไทลื้อ” แคว้นปกครองชนชาติตนเองไทสิบสองปันนา 
“เจ้าหม่อมคำลือ” ปัจจุบันพำนักในบ้านพักที่รัฐบาลจีนจัดให้ ในเขตจินนิ๋วเสี่ยวชี เมืองคุนหมิง 
พร้อมด้วยภริยา และบุตรสาวคนโตและลูกเขย 

เจ้าหม่อมคำลือเป็นราชบุตรของเจ้าหม่อมแสนเมือง ซึ่งเป็นอนุชาของพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อน
ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนนั้นมีศักดิ์เป็นอาของเจ้าหม่อมคำลือ 
แต่พระองค์ท่านเองไม่มีบุตร จึงได้ขอเจ้าหม่อมคำลือเป็นราชบุตรบุญธรรม 
เจ้าหม่อมคำลือเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1928 และไปเรียนหนังสือที่เมืองจุงกิงเมื่ออายุ 16 ปี 
จนถึงปี ค.ศ. 1944 ได้เข้า “พิธีฮับเมือง” แต่ในช่วงนั้นเกิด สงครามมหาเอเชียบูรพา 
(ค.ศ. 1939-1945) พิธีฮับเมืองจึงไม่สมบูรณ์ ท่านได้กลับไปเรียนหนังสือ 
และกลับมาทำพิธีฮับเมืองครั้งที่สอง เมื่อ ค.ศ. 1948 ขณะอายุ 20 ปี 

อย่างไรก็ตาม ช่วงนั้นได้เกิดการ เปลี่ยนแปลงการปกครองภายในประเทศจีน 
ราวปี ค.ศ. 1949-1950 ท่านจึงกลายเป็น “กษัตริย์องค์สุดท้าย” 
โดยเปลี่ยนฐานันดรศักดิ์จากกษัตริย์เป็นสามัญชน โดยที่ยังมิได้บริหารราชการแผ่นดินเลย 
เนื่องจากหลังจากทำพิธีฮับเมืองครั้งแรกแล้วท่านได้แต่งตั้งให้เจ้าหม่อมแสนเมือง 
พระราชบิดาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จากนั้นท่านก็ไปเรียนหนังสือต่อ 
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วท่านได้เรียนหนังสือ
ในระดับมหาวิทยาลัยที่มหาวิทยาลัยยูนนาน และได้แต่งงานกับ สิว์ จิ๊ว เฟิน ชาวจีนคุนหมิง 
ในปี ค.ศ.1953 ก่อนที่ จะทำงานเป็นนักวิจัยด้านภาษาศาสตร์ อีก 8 ปี 
ที่สถาบันวิจัยชนชาติส่วนน้อยแห่งชาติ สังกัดสภาวิทยาศาสตร์ประเทศจีน ในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง 

ต่อมาเจ้าหม่อมแสนเมืองได้ขอให้รัฐบาลจีนย้ายทั้งสองกลับมาที่คุนหมิง 
โดยมาทำงานเป็นนักวิจัยด้านภาษาซึ่งรวมถึงอักษรไทลื้อ จนกระทั่ง ในปี ค.ศ. 1971 
รัฐบาลจีนมีคำสั่งให้เจ้าหม่อมคำลือและภรรยาไปทำงานในชนบททำงานในสวนอ้อย
ใน อ.เชียงกุ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของสิบสองปันนา เป็นเวลานาน ถึง 9 ปี 
การใช้เวลาในสวนอ้อยนี้ สิว์ จิ๊ว เฟิน เล่าว่า สามารถพกหนังสือหรือตำราเข้าไปอ่านได้ด้วย
และหลังจาก เติ้ง เสี่ยว ผิง ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของจีนแล้ว เห็นว่านโยบายเอียงซ้าย 
นโยบายที่ให้เจ้านายไปใช้แรงงานในชนบท เป็นนโยบายที่ผิดพลาด


ดังนั้นเจ้าหม่อมคำลือและภรรยาจึงมีโอกาสกลับคุนหมิง 
โดยทำงานเป็นนักวิจัยที่สถาบันวิจัยชนชาติในมหาวิทยาลัยชนชาติยูนนานจนกระทั่งเกษียณอายุ 
โดยมีคุณวุฒิทางวิชาการคือ “ศาสตราจารย์” อย่าง ไรก็ดี หลังจากเกษียณอายุแล้ว 
ทางการจีนได้ให้ฐานะทางสังคมแก่ เจ้าหม่อมคำลือในฐานะเจ้านายเก่าคือเป็น 
รองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองระดับมณฑล และ กรรมการสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติ
ซึ่งมี ที่พัก และ รถประจำตำแหน่งให้ แต่ปัจจุบันท่านก็ ได้เกษียณจากทุกตำแหน่งแล้ว


ปัจจุบัน เจ้าหม่อมคำลือมีอายุ 82 ปี อาศัยอยู่ ในเมืองคุนหมิง ประเทศจีน มีบุตร 4 คน
เป็นชาย 2 หญิง 2 ซึ่งรับราชการทั้งหมด ชีวิตที่เมืองคุนหมิงของท่านเป็นชีวิตที่เรียบง่ายและสงบ
แม้ว่าจะมีโรคประจำตัวคือโรคเกาต์ แต่ท่านก็ยังดูสุขภาพดี 
เช่นเดียวกับภรรยาของท่านในวัย 80 ปี ที่ก็ยังแข็งแรงดี ทั้งนี้ เจ้าหม่อมคำลือมีพระอนุชาชื่อ 
เจ้าหม่อมมหาวัง อยู่ที่แม่สาย จ.เชียงราย ของไทย แต่ปัจจุบันก็สิ้นแล้ว คงเหลือแต่ลูก ๆ 
ซึ่งอยู่ที่แม่สาย และรวมถึงในกรุงเทพฯ ที่ใช้ นามสกุล “คำลือ” เพื่อเป็นที่ระลึกถึง 
“เจ้าหม่อมคำลือ” “กษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรไทลื้อ”
เจ้านายเมืองเชียงรุ่ง สิบสองปันนา เมื่อ พ.ศ. 2490
ภาพจากหนังสือเกิดอะไรขึ้นที่ลำพูนเมื่อสองร้อยปีก่อน
ธิดาทั้งสาม ของ เจ้าหม่อมมณีคำ เป็นเชื้อพระวงค์ของ กษัตริย์เมือง เชียงรุ่ง
จากหนังสือ ไทยสิบสองปันนา ที่เขียนในปี พ.ศ. ๒๔๙๗
นางขันคำ ภรรยา เจ้าอุ่น ลูกสะใภ้เจ้าจอมเมือง เจ้าเมืองลวง
ภาพจากหนังสือ--ไทยสิบสองปันนา-บุญช่วย ศรีสัสดิ์ ผู้เขียน ถ่ายในปี พ.ศ.๒๔๙๗
(หญิงสาวชาวสิบสองปันนาสมัยนั้นนิยมเคี้ยวหมาก เวลายิ้มจะเห็นได้อย่างชัดเจนที่สีฟัน)
นางสาวคำเที่ยง บุรี สืบเชื้อสายมาจากเจ้าแม่คำแดง 
เจ้านาง แห่ง เมืองเชียงรุ่งสิบสองปันนา ที่อพยพมาอยู่เชียงใหม่ในอดีต 
ได้แต่งงานกับนายสุ่นฮี่ พ่อค้าชาวลำพูน ซึ่งต่อมาได้ร่ำรวยเป็นคหบดีเชียงใหม่ 
ได้รับการแต่งตั้งเป็น หลวงอนุสารสุนทร 
หลวงอนุสารสุนทร และ คุณนายคำเที่ยง เป็นต้นตระกูล นิมมานเหมินท์-ชุติมา
เรือนไตลื้อที่สิบสองปันนา ลักษณะบ้าน 
1. เป็นเรือนไม้ยกใต้ถุนสูง ใช้งานใต้ถุนเรือน 
2. ทางขั้นบันไดหน้าเพียงบันไดเดียว มีหลังคาคลุม ทั้งที่หลังคาผืนใหญ่คลุมและที่ต่อชายคายื่นยาวคลุม 
3. หลังคาผืนใหญ่ ยื่นยาว และทำเป็นสองตับ จนแทบมองไม่เห็นผนัง 
4. มีและใช้เสาแหล่งหมา 
5. มีบริเวณที่เรียกว่า หัวค่อมหรือค่อม เหมือนเติ๋นในเรือนล้านนา 
แต่นิยมทำม้านั่งยาวโดยรอบแทนการทำราวกันตก 
6. ภายในเรือนเป็นโถง แบ่งพื้นที่ซ้ายขวาเป็นส่วนเอนกประสงค์และส่วนนอน 
ซึ่งอาจแบ่งสองส่วนนี้ด้วยฝาไม้หรือเพียงผ้าม่าน 
7. โถงเอนกประสงค์ใช้พักผ่อน ครัวไฟ เก็บของ ส่วนปลายเป็นลานซักล้างหรือ จานกอน 
8. ใช้แม่เตาไฟเป็นกระบะไม้ดาดดินเหนียวใช้ตั้งเตาไฟ 
9. ส่วนนอนจะกั้นพื้นที่แต่ละคนด้วยผ้าม่าน ใช้เตียงหรือฟูกปูนอน 
10. มีหิ้งผีบรรพบุรุษติดตั้งกับฝาบ้านในห้องโถง ไม่มีหิ้งพระ
ภาพหญิงชาวสิบสองปันนา
ภาพหอคำหลวงสิบสองปันนา ที่หาชมได้ยากยิ่ง_
จากกรุภาพสุดรักสุดหวงของ_ยวนลับแล Sudhisak plopa_ที่มีหม่อมนางยืนอุ้มบุตร 
ใส่ซิ่นต๋ายวน_หน้าหอคำหลวงเชียงรุ่ง_ทึ่มีหลังคาใหญ่โตและมีราวระเบียงโดยรอบ
ในคุ้มมองเห็นชายผิวขาวแต่งกายแบบทหารใสบุทหนังหุ้มข้อเท้าเอวมองออกมา 
อีกคนหันข้างและมีชายสวมเสื้อขาวมองออกมาอีกสองคนผนังด้านในคุ้มเป็นไม้
สาวไทดอย หรือ ข่า สิบสองปันนาโพกหัว กางจ้อง ใส่เสื้อปั้ดดำ สวม ซิ่นหลอง อ่องใน
ความงามในอดีต ที่ไม่มีวันหวลกลับมา อีกในสิบสองปันนา ที่กลายเป็นเมืองจีนไปแล้ว
สาวสิบสองปันนาเชียงรุ่ง แต่งกาย เบ้าเดียวกับสาวเชียงตุงเลย
ถ้าภาพนี้เป็นสีซิ่นคนกลาง น่าจะเป็นซิ่นต๋าลื้อต่อแพรจีนสีเขียว
ส่วนสองคนซ้ายขวา นุ่งซิ่นต๋าโยนต่อแพรจีนปักเม็ดเงิน
สาวไตลื้อ สิบสองปันนา สวมเสื้อนวม ซิ่นขวางโพกหัว
กลางชุมชนตลาดในหน้าหนาวเมื่อราวหกสิบปีก่อน
จากคนหน้าสุดสังเกตุได้ว่ามีผ้าขนหนูเข้ามาให้จับจ่ายใช้สอยแล้ว
สาวไตลื้อ_สิบสองปันนา_สวมเสื้อนวม_ซิ่นขวางโพกหัว
กลางชุมชนตลาดเช้า ในฤดูหนาว เมื่อราวหกสิบปีก่อน
สาวไตลื้อ สิบสองปันนา สวมเสื้อปั้ด มวยผมตามแบบตามเบ้าลื้อ 
หญิงสาวชาวสิบสองปันนาสมัยนั้น นิยมเคี้ยวหมาก..ขอบคุณภาพจาก ยวนลับแลง
สาวไทลื้อสิบสองปันนา กำลังตื่นเต้นกับ จักรเย็บผ้าจาก จีนแดง 
ของใหม่ที่นำความสะดวกสะบายมาสู่การ เย็บผ้าตัดเสื้อ ของชาวสิบสองปันนา
ในยุคที่สิบสองปันนา พึ่งตกเป็นดินแดนของ จีนคอมมิวนิสต์
ชายชาวสิบสองปันนา
 
Sudhisak Palpho หรือ ยวนลับแลง-------ผู้นำภาพหายาก มา โพสให้เราได้เห็นประวัติศาสตร์สิบสองปันนา ที่เลือนหาย ให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครั้ง--ขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ
จากคอลัมน์ของ คุณสุทธิศักดิ์ และ มนตรี ปัญญาฟู มนตรี ปัญญาฟู